header image
Home arrow ความรู้ทั่วไป arrow ความรู้ทั่วไป arrow การใช้แอกทีฟซิลิกอนในนาข้าว
การใช้แอกทีฟซิลิกอนในนาข้าว PDF พิมพ์ อีเมล

ความเป็นมา และความสำคัญของ ซิลิกอนในวัฎจักรชีวิตของข้าว การใช้ และประโยชน์ ของซิลิกอนจากสินแร่ และซิลิกอนจากพืช

ซิลิกอนคือ

ซิลิกอน(Si) เป็นธาตุที่มีมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากออกซิเจน เราจึงพบซิลิกอนในพืชเกือบทุกชนิด  รวมทั้งในดินเองก็มีซิลิกอน เป็นองค์ประกอบหลัก และนี้คือความสำคัญของซิลิกอนในวัฎจักรของข้าว

             Image   การนำซิลิกอนไปใช้ของพืช จะต้องถูกดูดซึมทางรากและใบ โดยซิลิกอนจะละลายอยู่ในน้ำ และถูกดูดซึมไปกับน้ำในระบบการหาอาหารของพืช  แม้ว่าซิลิกอนจะพบมากในดิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นซิลิกอนในรูปแบบที่ไม่ละลายน้ำ รูปแบของซิลิกอนที่ไม่ละลายน้ำ และพบเห็นกันบ่อยๆ ก็คือ ทราย กระจก แผ่นเซลแสงอาทิตย์ แร่หินบางชนิด การเปลี่ยนซิลิกอนในรูปแบบที่ไม่ละลายน้ำ ให้สามารถละลายน้ำได้  โดยกลไกของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการสลายตัว หรือ การย่อยของจุลินทรีย์จะใช้เวลานานมาก ดังนั้นการปลูกพืชซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ อาจทำให้ซิลิกอนขาดแคลนได้

ข้าวเป็นพืชที่ต้องการซิลิกอนจำนวนมาก

                ในแกลบมีปริมาณซิลิกอนสะสมอยู่มาก หรืออีกนัยหนึ่งคือ ข้าวเป็นพืชที่ต้องการซิลิกอนปริมาณมาก เพื่อให้เข้าใจถึงเรื่องปริมาณของซิลิกอนในข้าว ถ้าเกษตรกรเคยสังเกต การเผาแกลบจะพบว่ามีขี้เถ้าเหลืออยู่จำนวนมาก เมื่อเทียบกับ เถ้าของการเผาถ่าน หรือกิ่งไม้ เถ้าที่เหลืออยู่นี้แหละคือซิลิกอน

            Image    เคยมีการคำนวณเรื่องปริมาณซิลิกอนในนาข้าว พบว่าในข้าวเปลือก 1 ตัน มีองค์ประกอบที่เป็นแกลบอยู่ประมาณ 250 กิโลกรัม ในจำนวนนี้จะเป็นปริมาณซิลิกอน มากกว่า 40 กิโลกรัม ถ้าผลผลิตต่อไร่ประมาณ 600 กิโลกรัมต่อไร่ จะพบว่าทุกครั้งที่มีการเก็บเกี่ยว ซิลิกอน ถูกขนย้ายออกจากพื้นนา มากกว่า 24 กิโลกรัม/ครั้ง ถ้านับตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก ปริมาณซิลิกอนที่ถูกขนย้ายออกมา จะมีปริมาณมหาศาล   แม้ว่าซิลิกอนจะไม่ใช่ธาตุอาหารหลัก แต่ก็เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญในสร้างโครงสร้างและลำเลียงอาหารของพืช การขาดแคลนซิลิกอนจะทำให้ ข้าวอ่อนแอ ง่ายต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง และการให้ปริมาณซิลิกอนที่มากพอ จะทำให้ข้าวแข็งแรงขึ้น สอดคล้องกับปริมาณโรคและแมลง ที่มีการระบาดรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน  และการให้ซิลิกอนในปริมาณที่เหมาะสมจะกระตุ้นการสังเคราะห์แสงของข้าว ทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น

ประโยชน์ของซิลิกอน

                ได้มีการทำการวิจัยแล้ว จากหลายสถาบัน ว่าซิลิกอน มีประโยชน์ในการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งจะกล่าวโดยกว้างๆ สำหรับพืชทั่วๆไป และจะได้ชี้ให้เห็นคุณประโยชน์เมื่อใช้ในนาข้าวในบทต่อไป

                1.ซิลิกอน ช่วยปลดปล่อย ฟอสฟอรัส ในดินให้พืชสามารถใช้งานได้ ความจริงฟอสฟอรัสในดินมีปริมาณมาก แต่ภาวะดินเปรี้ยว และการใช้สารเคมีเชิงซ้อนปริมาณมาก ทำให้ฟอสฟอรัสในดินส่วนใหญ่ อยู่ในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้  การให้ซิลิกอนกับพืช จึงทำให้ใช้ประโยชน์จากฟอสฟอรัสในดินอย่างคุ้มค่า  ฟอสฟอรัส เป็นธาตุอาหารหลัก เกี่ยวข้องกับระบบรากและยอดอ่อน

                2.ซิลิกอนที่พืชได้รับ จะถูกเปลี่ยนรูปเป็นของแข็งสะสมอยู่ตามผนังเซล ทำให้โครงสร้างต่างๆของพืชแข็งแรง แมลงเจาะน้ำเลี้ยงได้ยากลำบาก โรคต่างๆ โดยเฉพาะที่เกิดจากเชื้อรา เข้าทำลายพืชได้ยากขึ้น

                3.โครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้ใบตั้งและรับแสงได้ดีขึ้น ใบกว้างขึ้น และแสงผ่านใบได้น้อยลง อัตราการสังเคราะห์แสงของพืชจะเพิ่มขึ้น

                4.ซิลิกอน ช่วยดูดซับพิษจากโลหะ เช่นอลูมิเนียม สนิมเหล็ก โซเดียม

                5.แอกทีฟซิลิกอนที่ฉีดพ่น จะเคลือบใบพืช ทำให้พืชคายน้ำน้อยลง นั้นคือพืชจะทนต่อสภาพแห้งแล้ง หรือภาวะที่อากาศร้อนจัดได้ดีกว่าพืชปกติ

ซิลิกอนจากสินแร่ หรือซิลิกอนจากพืช

               Image ดังที่ได้ทราบข้างต้นแล้วว่า ซิลิกอนมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยเฉพาะข้าว ในเกษตรกรรมของประเทศที่เจริญแล้ว เช่น ญี่ปุ่น มีการใช้ซิลิกอน เพื่อเพิ่มผลผลิตในนาข้าวกันอย่างกว้างขวาง  แต่ซิลิกอนเหล่านั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากส่วนเหลือในอุตสาหกรรม  ซึ่งการควบคุมเรื่องสารตกค้าง หรือสิ่งเจือปนเป็นไปได้ยากลำบาก ซิลิกอนจากพืชจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เนื่องจากกลไกการหาอาหารของพืชได้คัดกรองมาระดับหนึ่งแล้ว และซิลิกอนในพืชเป็นรูปแบบ อมาฟัส  แต่ซิลิกอนในสินแร่ส่วนใหญ่เป็น รูปแบบ คริสตัลายน์ ซึ่งพืชไม่สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ได้ ซิลิกอนที่ได้จากพืชจึง เข้าถึงพืชระดับเซลได้ทันที และปราศจากสารตกค้าง  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าแกลบ มีปริมาณซิลิกอนสะสมอยู่มาก จึงเหมาะที่จะนำมาสกัดเป็นสารละลายซิลิกอน การนำแกลบกลับเข้าพื้นที่นา ก็เป็นการเพิ่มสารอาหาร และสารซิลิกอน ที่ดี อย่างหนึ่ง แต่กลไกธรรมชาติ การสลายซิลิกอนให้อยู่ในรูปที่พืชใช้งานได้ ต้องใช้การย่อยสลายของจุลินทรีย์ ซึ่งใช้เวลานานมาก อาจเป็นปี ถ้าสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม

                ซิลิกอนในนาข้าว

               Image ข้าวเป็นพืชที่ต้องการปริมาณซิลิกอนมาก (มากกว่า 25 กิโลกรัม/ไร่/รอบเพาะปลูก) โดยกลไกของธรรมชาติ ซิลิกอนจะกลับสู่วัฎจักรของข้าวโดยการย่อยสลายของ จุลินทรีย์ ทั้งนี้ต้องมีการนำแกลบกลับเข้าใปยังพื้นนาด้วย  แอกทีฟซิลิกอนของกรีนซิล เป็นสารละลายซิลิกอน ซึ่งสกัดมาจากแกลบ จึงปราศจากสารตกค้าง และด้วยกรรมวิธีสกัดอันเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของกรีนซิล ทำให้แอกทีฟซิลิกอนที่ได้ บริสุทธิ์ และถูกดูดซึมโดยข้าวได้ทันทีทั้งทางรากและใบ ทำให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้อย่าง รวดเร็ว ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อข้าวได้รับสารแอกทีฟซิลิกอน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นดังนี้

1.ใบข้าวจะเขียวตั้งขึ้น และกว้างขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะเกิดขึ้นหลังฉีดพ่นแอกทีฟซิลิกอนแล้ว เพียง 7 วัน เมื่อแอกทีฟซิลิกอนเริ่มสะสมอยู่ในใบ และลำต้นข้าวมากพอ จะทำให้ผนังเซลแข็งแรงขึ้น ใบข้าวตั้ง และทึบแสงขึ้น ทำให้รับแสงแดดได้เต็มที่ ใบที่กว้างขึ้น ทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้น

2.ในพื้นนา ที่มีข้าวต้น เล็กต้นใหญ่ ซึ่งอาจเกิดจากระดับน้ำที่ไม่เท่ากัน เมื่อข้าวใบตก จะเกิดการบังแสงกันเองของต้นข้าว ข้าวต้นเล็กจะยิ่งเจริญเติบโตช้าเนื่องจากแสงแดดไม่เพียงพอ ข้าวต้นเล็กเหล่านี้จะดูดซึมปุ๋ยแต่ไม่ให้ผลผลิต ผลผลิตของต้นข้าวที่ไม่โดนแสงแดดจะออกรวงเมื่อ ข้าวส่วนใหญ่ถูกเก็บเกี่ยวไปแล้ว เมิ่อข้าวใบตั้ง จะทำให้ต้นข้าวได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึง ทำให้ข้าวออกรวงพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น

3.ผนังเซลที่หนาขึ้น เพราะมีซิลิกอนสะสมอยู่ นอกจากจะทำให้ใบตั้งแล้ว ยังทำให้ใบและลำต้นเหนียว ทำให้แมลงดูดซึมน้ำเลี้ยงได้ยากขึ้น  การฝังสปอร์ของเชื้อราก็ทำได้ยากเช่นกัน และยังมีรายงานว่าต้นอ่อนของข้าวที่ได้รับแอกทีฟซิลิกอน จะมีความทนทานต่อหอยเชอรี่ได้มากขึ้นด้วย

4.เมื่อดินได้รับซิลิกอน จะปลดปล่อยฟอสฟอรัสออกมา ในพื้นนาที่เสื่อมโทรมมากๆ จากสภาพดินเปรี้ยว จะเห็นว่ามีการเกิดรากใหม่ และแตกกอ หลังจากฉีดพ่นสารเพียง 5 วัน

5.การให้แอกทีฟซิลิกอนในปริมาณที่มากพอจะทำให้ปุ๋ยละลายช้าลง เป็นการใช้ปุ๋ยอย่างเต็มประสิทธิภาพ

6.สารแอกทีฟซิลิกอนที่ฉีดพ่น บางส่วนจะเคลือบใบข้าว ทำให้พืชคายน้ำลดลง ในช่วงกลางวันที่อากาศร้อนจัดต้นข้าวจะยังคงดูสดชื่น เมื่อเทียบกับแปลงที่ไม่ได้ฉีด  

7.การสังเคราะห์แสงดี ระบบรากยาว มีรากสีขาวมาก จะทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตกว่า แปลงที่ไม่ได้ฉีดอย่างเห็นได้ชัด การฉีดพ่นแอกทีฟซิลิกอนในระยะก่อนตั้งท้องจะกระตุ้นให้ข้าวออกรวงพร้อมๆกัน จากการทดลองจะพบว่าแปลงที่มีการให้ แอกทีฟซิลิกอนอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ข้าวยังเล็ก ข้าวจะออกรวงเร็วกว่าแปลงปกติ 5-10 วัน

8.สารแอกทีฟซิลิกอน มีองค์ประกอบของโปแตสเซียม ซึ่งเป็นรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันทีที่ได้รับ ทำให้เกษตรกรลดการใช้โปแทสเซียมได้ระดับหนึ่ง โปแตสเซียมเป็นปุ๋ยหลักเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์แสง และการสร้างแป้งในเมล็ดข้าว

9.การทำนาที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงๆ ปริมาณไนโตรเจนที่ใส่ในนาข้าวต้องมีปริมาณที่มากพอ แต่โดยกลไกของธรรมชาติ การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณสูง ทำให้ข้าวเจริญเติบโตดี แต่ลำต้นจะอวบน้ำ ผนังเซลบาง ทำให้โรคและแมลงเข้าทำลายได้โดยง่าย ลำต้นอ่อน หักล้มง่าย การให้แอกทีฟจึงเป็นคำตอบของการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การให้ซิลิกอนสะสมในต้นข้าวมากพอ ทำให้การให้ปุ๋ยกลุ่มไนโตรเจนปริมาณสูงๆ โดยไม่ทำอันตรายต่อต้นข้าว เกษตรกรจึงควรให้ปุ๋ยกลุ่มไนโตรเจนในระยะก่อนตั้งท้อง และหางปลาทู  เพื่อให้ข้าวออกเต็มรวง เมล็ดสมบูรณ์

10.ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อแอกทีฟซิลิกอน แห้งจะทำตัวเป็นแผ่นฟิมล์บางๆ ในระยะน้ำนมเมื่อฉีดพ่นแอกทีฟซิลิกอน แผ่นฟิมล์ดังกล่าวจะเคลือบเมล็ดให้สูญเสียน้ำน้อยลง เมล็ดจึงเกร่ง ได้น้ำหนักดี

11.แอกทิฟซิลิกอน สกัดมาจากแกลบจึงปราศจากสารพิษ จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้ และผู้บริโภด เกษตรกรจึงสามารถใช้ได้บ่อยครั้งตามต้องการ เพื่อให้ต้นข้าวดูสดชื่นอยู่เสมอ เนื่องจากแอกทีฟซิลิกอนมีฤทธิ์ เป็นด่าง จึงสามารถใช้เพื่อลดความเป็นกรด ที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

อัตราการใช้แอกทีฟซิลิกอนในนาข้าว

เนื่องจากข้าวเป็นพืชที่ต้องการซิลิกอนจำนวนมาก (มากกว่า 25 กิโลกรัมต่อไร่) การให้แอกทีปซิลิกอน เป็นการชดเชยส่วนที่สลายตัวมาจากดินบางส่วน และกระตุ้นกลไกของวัฎจักรซิลิกอนในข้าว เราจึงสามารถให้แอกทีฟซิลิกอนในปริมาณสูงๆ ได้ โดยไม่ทำอันตรายต่อข้าว หากแต่ว่าค่า pH ของสารละลายอาจจะเป็นอันตรายต่อข้าวได้ ดังนั้นจึงควรผสมน้ำตามคำแนะนำ แต่ความถี่ในการฉีด สามารถเพิ่มได้ตามความเหมาะสมของสภาพการปลูก

ต่อไป>
GreenSil
product link

images/stories/thesis1.jpg
กรีนซิล  1.2 อาร์